เคยอ่านหนังสือเล่มนึง ชื่อว่า Slow book คนเขียนชื่อ “ต้องการ”

เค้าบอกว่า ถ้าเราใช้ของในท้องถิ่น ซื้อของจากร้านของชำในท้องถิ่น กินผักหรืออะไรพื้นเมือง มันก็จะช่วยโลกใบนี้ได้หลายอย่างแล้วก็ดีต่อตัวเราด้วย

 

เพราะอะไรนะเหรอ ถ้าเราซื้อของจากร้านชำในเมือง รายได้ก็จะกระจายสู่เมืองโดยตรง สู่คนขายของโดยตรง แทนที่จะไปลงที่บริษัทต่างชาติ

ถ้าเราซื้อผลผลิตจากละแวกนั้น ก็จะช่วยลดโลกร้อนได้ เพราะของไม่ต้องเสียค่าน้ำมันขนส่งของมาจากที่ไกลๆ ของก็ราคาถูก แล้วเรายังได้กินของสดๆอีกด้วย

 

ตอนที่อ่าน ก็คิดว่า เออ...ดีนะ อยากลองทำบ้าง

แต่พอเอาเข้าจริง ก็ไม่เคยทำได้ซักที่ ความสะดวกสบาย มันมาครอบงำชั้นเสียหมด

พูดง่าย แต่ทำยาก จะมีซักกี่คนที่ทำได้กันเชียว

 

จนมาถึงตอนนี้ ชั้นมาอยู่ในเมืองที่ชีวิตช่างแตกต่างจากที่ที่ชั้นมายิ่งนัก

ไม่มีห้างใหญ่ๆโตๆ  ถ้าอยากไปห้างหรอ ก็ต้องนั่งรถเมล์ ไปกลับเสียเงินตั้ง300กว่าบาทแน่ะ

หรือถ้าจะไปซุปเปอร์มาเกตที่ใหญ่หน่อย ก็ต้องปั่นจักรยาน รวมไปกลับ20โล

20โลหน่ะหรอ ชิวๆ คนอย่างชั้นมันออกกำลังบ่อยอยู่แล้ว

แต่เอาเข้าจริง ทางมันเป็นเขา แถมจักรยานแม่บ้านตะกร้าหน้าหลังนี่หนักไม่เบา บวกน้ำหนักของที่ช้อปมาอีก

มันไม่เก๋เหมือนตอนปั่นเสือภูเขาออกกำลัง เลยนะเทอววววว

อากาศหนาว แต่แดดออก สองข้างทางเป็นทุ่งนา ไม่รู้จะร้อนหรือจะหนาวดี

รู้แค่หน้าชาแต่หน้าไหม้ไปพร้อมๆกัน ใครว่าอยู่เมืองหนาวแล้วผิวจะขาว ไม่จริ้งงไม่จริงงง

 

 

จักรยานคู่ใจ

ริมทางระหว่างปั่นจักรยานไปซุปเปอร์ริมทางปั่นจักรยานไปซุปเปอร์

 

ในเมืองมีแต่ซุปเปอร์มาเกตและร้านขายของชำท้องถิ่นเล็กๆ

ในซุปเปอร์ แล้วก็ตามข้างทาง ก็จะมีมุมผักท้องถิ่น ขายผักที่ปลูกในเมือง

ผักที่ขายแต่ละวันก็จะไม่เหมือนกัน แล้วราคาก็ไม่แพง

วันก่อนเจอหน่อไม้ฝรั่ง ว่าจะซื้อมาผัดเบคอนซะหน่อย แต่ก็เอ้ะ ในบ้านยังมีผักอยู่ เดี๋ยวกินไม่ทัน ไว้วันหลังละกัน

มาด้อมๆมองๆอีกหลายรอบ ก็ไม่เจอหน่อไม้ฝรั่งแล้ว อดกินไป

ผักที่ขาย ก็จะมีชื่อคนปลูกแปะไว้ เห็นแล้วรู้สึกอบอุ่น อุ่นใจ

บางทีผักก็จะเลอะๆดิน อย่างแครอท ข้าวโพดนี่ มาแบบติดดินดำๆมาเลยก็บ่อย

แต่ไม่รู้เป็นอะไร ยิ่งเลอะดินยิ่งน่าซื้อ

 

เมืองนี้เป็นแหล่งต้นน้ำ อยู่ติดกะภูเขา

น้ำที่ปลูกพืช หรือ แม้กระทั่งน้ำประปา ที่ออกมาจากก็อก ใช้กินใช้อาบ ก็ไม่ใช่น้ำประปา

แต่เป็นน้ำแร่ ที่มาจากต้นน้ำบนภูเขา แล้วมีแร่ธาตุจากภูเขาไฟเยอะ

ที่นี้ น้ำอร่อย พอปลูกผักปลูกอะไร หรือใช้ทำเต้าหู้ทำอาหาร ก็อร่อยไปหมด

 

นอกจากพวกผักแล้ว ในเมืองก็มีร้านอะไรต่างๆที่ทำจากของท้องถิ่น

มีร้านทำเต้าหู้ แล้วก็มีร้านเค้ก ที่ใช้แป้งจากข้าวที่ปลูกในเมือง

แล้วร้านนี้ยังมีเมนูแนะนำเป็นพุดดิ้งเต้าหู้ด้วย เต้าหู้ก็เอามาจากร้านเต้าหู้มะกี้นะแหล่ะ

พวกคาเฟ่ ร้านของกินต่างๆในเมือง ส่วนใหญ่ก็ใช้วัตถุดิบในเมืองนั่นแหละ

 

ที่ชอบมากคือร้านขายเครื่องเขียน

เป็นร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ มีลุงป้าใจดีเป็นเจ้าของร้าน ไปบ่อยจนลุงป้าจำได้

เป็นร้านเล็กๆ แต่มีทุกอย่างที่ต้องการ ยังกะโดเรม่อนแหน่ะ

ส่งซักผ้าก็ได้ ส่งจดหมาย สั่งทำฮังโกะ(ตัวปั้ม) ซื้อตั๋วรถไฟ ตั๋วรถบัส ราคาถูกก็ได้

ประมาณว่าแกไปเหมามาทีเยอะๆแล้วเอามาขายปลีกอะ

แล้วถ้าอยากซื้ออะไรที่ในร้านไม่มี ก็ออเดอร์ได้ ไม่ต้องเสียค่ารถเข้าเมืองไปเอง

อย่างเราก็สั่งซื้อหนังสือกะแกนะ ราคาก็ไม่ได้ต่างจากไปซื้อที่ร้านเลย

หรือ เมืองมีงานอะไร ก็สั่งทำป้ายไวนิล โปสเตอร์ กะแกได้ แกเอามาส่งให้ถึงที่เลยแหละ

วันไหนเย็นๆอยากเข้าเมือง มีธุระ เด็กกะเหรี่ยงไม่มีรถอย่างเราก็ขอแกติดรถไปได้ เพราะแกเข้าเมืองไปซื้อของแทบทุกวัน

รู้สึกมหัศจรรย์มากอย่างบอกไม่ถูก เหมือนแกเป็น one stop service ของเมืองนี้

นี่ไม่รู้ว่าแกทำอะไรได้มากกว่านี้อีกรึเปล่า ก็ว่าถ้าพาสปอร์ตหมดอายุจะลองไปถามแกดู ว่ารับต่อมั้ย

 

เร็วๆนี้เพิ่งได้ข่าวมาจากที่ทำงาน ว่า จะมีTsuruhaกับKomeriมาเปิดไม่ไกลจากเมือง

ตอนนี้ หน่วยงานของเมือง และชาวเมือง ก็รวมตัวกันคิด ว่าเราจะทำยังไงดี

จะทำยังไงให้ร้านท้องถิ่นในเมืองเรายังอยู่รอดกันได้.. จะแก้ปัญหานี้ยังไง..

 

ตอนอยู่ไทย ตอนที่รู้ว่าจะมีห้างใหญ่มาเปิดแถวๆบ้าน ความรู้สึกที่มีก็ออกแนวดีใจ

ไม่เคยมองว่ามันเป็นปัญหาซักที

เห็นมุมมองของคนเมืองนี้แล้ว ก็ทำให้เรารู้ว่า

ที่มันเป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีห้างร้าน ไม่มีความเจริญเท่าไหร่ ไม่ใช่ว่าเค้าไม่เจริญ

แต่เค้าคงอยากหยุดความเจริญไว้แค่นี้มากกว่า

 

ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าอะไรเป็นตัวชี้วัดความเจริญของแต่ละท้องที่

ถ้าเอานับการเดินทางที่สะดวกสะบาย ห้างร้าน คาราโอเกะ แหล่งช้อปปิ้ง มาเป็นตัววัดความเจริญ

ที่นี่ก็คงไม่เจริญเท่าไหร่

 

แต่ถ้าเอาพวกสาธารณูปโภคพื้นฐาน จำพวก

น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ บ้านเมืองสะอาด พืชผักปลอดสารพิษ ชุมชมร่วมมือร่วมใจ การศึกษาที่ดี(การศึกษาเมืองเล็กๆที่นี่ไม่ไกกานะจ้ะ ไว้จะมาเล่าให้ฟัง)

ก็นับว่าเมืองนี้ก็เจริญพอควร

 

 

ปิดท้ายไปด้วยภาพดอกไม้ที่เค้าปลูกกันในเมือง

 

สวัสดีวันที่อากาศยังไม่หนาวเท่าไหร่

ปล. หายไปเกือบปี เดี๋ยวนี้พวกเธอยังอ่านเอ็กซ์ทีนกันอยู่รึเปล่าอะ

สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนานมากกก
 
เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นมา เป็นระยะเวลาไม่นานนัก
แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ได้สร้างความทรงจำให้เรามากมาย
 
วันนี้เลยจะขอมาเล่าเกี่ยวกับทริปๆนึงที่เราประทับใจมากละกันค่ะ
นั่นก็ คือ Koyasan(โคยะซัง) นั่นเองค่ะ
 
โคยะซังเป็นภูเขาและเมืองเก่าที่มีประวัติยาวนานมาเป็นพันปี ตั้งอยู่ในจังหวัดwakayama
 
วันที่ 1 สิงหา 2556
วันนี้พวกเราไม่มีเรียน เป็นวันว่าง
เดิมทีก่อนหน้านี้เราตั้งใจว่าจะไปเที่ยว Universal studio กัน
แต่พอรู้ราคาตั๋ว พวกเราเลยถอยหลังมาตั้งหลักก่อน
บวกกับมีเพื่อนชาวใต้หวันคนนึง เอ่ยปากชวนเราไป Koyasan จึงเกิดอาการลังเลขึ้น
หลังจากคิดอยู่นาน ก็ตัดสินด้วยเหตุผลที่ว่า เอาเงินค่าตั๋วUniversal studioไปซื้อของที่อยากได้ดีกว่า
ว่าแล้วก็ตัดสินใจ ทีจะไปKoyasan ตามคำชวนของเพื่อนชาวใต้หวัน
 
แต่แล้ว เหตุการณ์ก็พลิกผัน คืนก่อนวันเดินทาง 23.00 เพื่อนชาวใต้หวันชีเดินมาบอกว่า
ชีไม่ไปแล้วนะ แบบว่า คนมันเยอะอะ วุ่นวาย ขอไปกันเองแบบใต้หวันๆ2คน
(อ้าวว ที่คนเยอะนี่ แกชวนมาเองไม่ใช่เร๊อะ)
พวกเราที่เหลือรู้สึกเคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก เพราะไม่มีใครรู้ทางหรือข้อมูลอะไรเกี่ยวกับKoyasanเลย
แต่แล้ว ผู้ช่วยชีวิตพวกเราก็คือ เพื่อนโปแลนด์คนนึง
ฮีบอกว่า ฮีเคยไปKoyasanมาแล้วเมื่อ2อาทิตย์ก่อน ฮีรู้เส้นทางเป็นอย่างดี ฉะนั้นไม่ต้องห่วงๆ
 
เช้าวันที่1 สิงหา เราออกเดินทางจากที่พัก 7.30เป๊ะ
ทริปนี้เราไปกันทั้งหมด6คน  6สัญชาติ 6ประเทศ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ตุรกี สวีเดน โปแลนด์ และ ไทย
ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ เพื่อนโปแลนด์มาที่นี่เป็นครั้งที่สอง
แต่เค้าก็กลายเป็นผู้นำทริปไปโดยปริยาย(ซึ่งจากทริปนี้ทำให้เค้าได้ฉายาว่า ไกด์ซะมะ)
 
จากที่พักของพวกเรา นั่งรถไฟ2ต่อ ต่อcablecar ตามด้วยรถบัส
เดินทางยาวนาน 3ชม.ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึง Koyasan โดยสวัสดิภาพ
ที่นี่อากาศดีทีเดียว อากาศไม่ร้อนมากนัก รายล้อมไปด้วยต้นไม้ ธรรมชาติ
 
ไกด์ซะมะ
 
แผนการเที่ยวของพวกเราคือไม่มีแผน
เราต่างเดินตาม ผู้นำทริปของเราอย่างเป็นระเบียบ ราวกับลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด
ไกด์ซะมะ พาเราแวะวัดและศาลเจ้าต่างๆตามรายทาง
แต่ละที่มีความสวยงามแตกต่างกันออกไป
 
 
ดอกอะจิไซ เจอระหว่างทาง
 
 
สามสาวสวยผู้ร่วมทริป ชาว เวียดนาม ตุรกี ฟิลิปปินส์(ซ้ายไปขวา)
 

 
 
อย่าได้ถามว่ารูปไหนคือที่ไหนบ้าง ไม่รู้จริงๆเพราะเดินตามอย่างเดียว
 
แต่กระนั้น พวกวัดและศาลเจ้าที่แวะๆกันมาก็ยังไม่ใช่ไฮไลท์ของพวกเราในวันนี้
ซึ่งไฮไลท์ก็คือ oku no in
ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือ สุสาน นั่นเอง
 
เนื่องจากมันยาวมาก เลยขอตัดตอนเป็นน้ำจิ้มๆไว้เพียงเท่านี้
โปรดติดตามไฮไลท์ของเราในตอนต่อไป
สวัสดีค่าาาา 
 
วันนี้จะมานำเสนอเมนูขนมอบๆตามเคย หลังจากที่ห่างหายไปนาน
ซึ่งก็คือ ชิฟฟ่อนกล้วยหอม  นั่นเองงงงง
 
เดี๋ยวขอท้าวความก่อน
ถ้าถามว่า มันต่างจากเค้กกล้วยหอมที่เค้าขายกันยังไง
เนื้อสัมผัสมันจะนุ่มมมมมมเบา กว่ามาก
คนที่ชอบเค้กเนื้อเบาๆจะปลื้มมาก แต่คนที่ชอบเค้กเนื้อแน่นๆอาจไม่ปลื้มเท่าไหร่
 
แต่ที่เด็ดคือ เทียบกับเค้กกล้วยหอมที่เค้าขายๆกันแล้ว มันอ้วนน้อยกว่ามากกกกกก
เพราะใช้น้ำมันและแป้งน้อยกว่าที่เค้าขายๆกันอยู่ค่ะ
เรื่องของเรื่องคือ ที่บ้านชอบกินเค้กกล้วยหอมมาก
พอมีกล้วยหอมที่สุกงอมกินไม่ทัน ก็เลยจะจัดการทำเค้กซะ
แต่พอดูๆแต่ละสูตรแล้ว ก็รับไม่ได้กับน้ำมัน(หรือเนย)ที่เค้าใส่เยอะแยะมากมายขนาดนั้น
ด้วยความโชคดี ก็มาเจอสูตรชิฟฟ่อนกล้วยหอมจากในเนต(ซึ่งจำไม่ได้ว่าสูตรใคร เค้าขอโทษ)
ก็เลยปรับจากสูตรนั้น ให้มันอ้วนน้อยลงอีกค่ะ เพราะเป็นห่วงสุขภาพของพ่อแม่
ฉะนั้น เค้กกล้วยหอมสูตรนี้ก็กินได้อย่างสบายใจเลย
เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาสุขภาพแต่อยากทานเค้กค่ะ(แต่ไม่กินเลยคงดีกว่า)
 
โม้มาเยอะละ มาดูส่วนผสมกันดีกว่า ส่วนผสมแบ่งออกเป็น3ส่วน นะคะ
1. แป้งเค้ก 85 กรัม
2. น้ำตาลทราย 30 กรัม (อันนี้หวานน้อยนะคะ ใครชอบหวานให้เพิ่มได้)
3. เบคกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
4. ผงฟู 1 ช้อนชา
 
5. ไข่แดง 3 ฟอง
6. เกลือ 1/4 ช้อนชา
7. น้ำมัน 30 กรัม
8. โยเกริ์ต 15 กรัม
7. กล้วยหอมสุกงอมบด 140 กรัม
8. กลิ่นกล้วยหอมหรือวนิลา 1/4ช้อนชา
 
9.ไข่ขาว 3 ฟอง
10. ครีมออฟทาร์ทาร์ 1/2ช้อนชา (ใครไม่มีให้ใส่น้ำมะนาว1ช้อนชาแทน)
11. น้ำตาลทราย 40 กรัม
    * เราใช้ไข่เบอร์0 ถ้าใครใช้ใครเบอร์ 2 ให้เพิ่มอีกฟองได้ค่ะ
 
วิธีทำ
วอร์มเตาอบ ไฟล่าง 180c
1. ใช้ส้อมบดกล้วยหอมให้แหลกละเอียด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
2. ผสมส่วนผสม เบอร์5-8แล้วคนให้เข้ากัน พักไว้(ขอเรียกว่าส่วนของเหลว)
3. ร่อนแป้ง+ผงฟู+เบคกิ้งโซดา  แล้วใส่น้ำตาลส่วนที่1(30กรัม)ลงไป(ขอเรียกว่าส่วนของแห้ง)
4. แหวกส่วนของแห้งให้เป็นหลุมตรงกลาง เทส่วนของเหลวลงไปในหลุม
แล้วใช้ตะกร้อมือ คนเร็วๆจนเข้ากันดี ไม่เห็นผงแป้งแล้วหยุดเลย
5. นำไข่ขาว+ครีมออฟทาร์ทาร์ ตีด้วยความเร็วสูง(ใช้ตะกร้อมือก็ได้แต่จะเมื่อยหน่อย)จนเป็นฟองๆ
เทน้ำตาลส่วนที่2(40กรัม)ลงไป แล้วตีต่อจนตั้งยอดแหลม
6. ค่อยๆแบ่งส่วนไข่ขาว(เป็น3ส่วน)ใส่ในส่วนข้อ4(ไข่แดง) ใช้พายยางตะล่อมให้เข้ากัน
7. เทใส่พิมพ์ที่รองด้วยกระดาษไข อบ ประมาณ 25-30นาที หรือ จนสุก (5นาทีสุดท้ายให้ปรับเปนไฟบนล่าง เพื่อให้หน้าสีสวย)
 
8. นำออกจากเตา กระแทกพิมพ์1ที รอจนเค้กเย็น ค่อยแซะออกจากพิมพ์ พร้อมเสริฟ
 
จริงๆแล้ว สามารถนำไปตกแต่งต่อ ปาดครีม สอดไส้ชอคโกแลตฟัดจ์ ก็ทำได้นะคะ
แต่ที่บ้าน ช่วงนี้ต้องดูแลสุขภาพ เลยกินแบบเปล่าๆค่ะ
ทานคู่กับน้ำเสาวรสที่ทำเอง เข้ากั๊นนนเข้ากัน
ส่วนอันนี้ ด้วยความติ๊งต้องของคนทำค่ะ
ลองจินตนาการกันดูนะคะ ว่าตัวอะไร ฮ่าๆๆ
 
สวัสดีวันที่อากาศร้อนจนไม่อยากไปไหนค่า
 
 
 

ทำโยเกริ์ตสดกินกันมั้ย

posted on 18 Mar 2013 20:36 by blackyanglob directory Lifestyle, Food
สวัสดีค่ะ
เนื่องจากภาระการเรียนที่หนักหน่วง เลยทำให้หายไปเลย1เทอมเต็มๆ
วันนี้กลับมาแล้ววว อย่าเพิ่งลืมกันนะคะ (เคยมีใครจำแกได้ด้วยหรออ)
 
วันนี้เอาเมนูง่ายๆมาฝากกันค่ะ ซึ่งก็คือ โยเกริ์ต นั่นเองงง
มันดูเหมือนอะไรที่เราต้องซื้อกินตลอดๆ แต่จริงๆแล้วมันทำง่ายมาก
และ โยเกริ์ตที่ทำเองก็มีประโยชน์มากกว่าที่ซื้อเค้ากินด้วยแหละ เพราะว่ามันไม่ใส่น้ำตาลค่ะ
ประโยชน์ของโยเกิร์ตก็มากมายเกินจะบรรยายค่ะ(เวอร์) ตามลิงค์ด้านล่างเลยค่ะ
 http://health.kapook.com/view44604.html
 
ทีนี้เรามาดูวิธีทำโยเกริ์ตกันดีกว่า
รอบนี้ได้ของเล่นมาใหม่ เลยลองนำเสนอในอีกรูปแบบนึงดู
มือใหม่หัดขีดๆเขียนๆ อาจเละเทะไปหน่อยก็ขออภัยนะคะ แฮ่ๆ


เพียงเท่านี้ ก็จะได้โยเกริ์ตแสนอร่อยแล้วคร่าาาา
รสชาติจะเปรี้ยวๆกว่าที่เค้าขายอยู่หน่อยนะคะ เพราะเราไม่ใส่น้ำตาล
แล้วก็จะเหลวกว่าที่เค้าขายอยู่นิดนึงด้วย
ถ้าใครอยากได้แบบข้นๆให้เติมนมผงตอนต้มนมซัก1ช้อนโต๊ะค่ะ
 
ตอนทาน ก็ผสมกับท็อปปิ้งตามใจชอบเลยค่ะ
สูตรที่เรากะแม่กินกันบ่อยๆก็นี่เลย  น้ำผึ้ง+ลูกเกด
 
 
แต่แบบที่เราฟินสุดๆคือ นี่เลยยยย  โยเกิร์ตพาร์เฟต์
ใส่แยมสตอร์เบอรี่(ทำเอง) ลูกเกด คอนเฟลค สตอร์เบอรี่สด ฟินมากกกค่ะ
 
ใครชอบผลไม้อะไรก็ลองค้นพบโยเกร์ตสูตรที่ชอบกันดูนะคะ
 
สวัสดีปิดเทอมที่ยังพอมีเวลา